ข่าวแรงงาน
เลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
เริ่ม 1 มกราคม 2570
คำตอบสั้น: คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อ 14 ตุลาคม 2569 ให้เลื่อนการเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไป 3 เดือน จาก 1 ตุลาคม 2569 เป็น 1 มกราคม 2570 และพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเริ่มเก็บฉบับใหม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อ 22 ตุลาคม 2569 อัตรายังเท่าเดิม คือช่วง 5 ปีแรก ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% และนายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
สรุปข่าว
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมเมื่อ 14 ตุลาคม 2569 อนุมัติหลักการตามที่กระทรวงแรงงานเสนอรวม 3 ฉบับ เพื่อเลื่อนการเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอีก 3 เดือน จาก 1 ตุลาคม 2569 เป็น 1 มกราคม 2570
- ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับ พ.ศ. 2568 และกำหนดวันเริ่มเก็บใหม่เป็น 1 มกราคม 2570
- ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 โดยอัตรายังเป็นอัตราเดิม
- ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย เลื่อนวันใช้บังคับเป็น 1 มกราคม 2570 ให้สอดคล้องกัน
ต่อมา พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนที่ 65 ก เมื่อ 22 ตุลาคม 2569 ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับ พ.ศ. 2568 (มาตรา 3) และให้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป (มาตรา 4) ส่วนกฎกระทรวงอีก 2 ฉบับ ครม. อนุมัติในหลักการเป็นร่าง ต้องติดตามการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เหตุผลที่เลื่อน ตามสรุปผลการประชุม ครม. คืออุทกภัยช่วง 25–29 กันยายน 2569 ทำให้สถานประกอบกิจการและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัยเดือดร้อน ประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจึงต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง
ก่อนเสนอ ครม. คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างประชุมครั้งที่ 10/2569 เมื่อ 2 ตุลาคม 2569 ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเห็นว่าถ้าจำเป็นต้องเลื่อนให้เลื่อน 3 เดือน และต้องเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย ส่วนผู้แทนฝ่ายนายจ้างเสนอ 3 เดือน หรือ 6 เดือนถึง 1 ปี และต้องเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน กระทรวงแรงงานจึงเสนอให้เลื่อน 3 เดือน
ใครได้รับผลกระทบ
มาตรา 130 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ยกเว้นกิจการที่นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง
- นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ: ได้เวลาเตรียมระบบเพิ่ม 3 เดือน แต่ต้องเริ่มหักและนำส่งตั้งแต่ 1 มกราคม 2570
- ลูกจ้างในกิจการกลุ่มนี้: จะเริ่มถูกหักเงินสะสมในปี 2570 แทนที่จะเริ่มเดือนตุลาคม 2569
- นายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว: ควรตรวจว่ากองทุนของตนเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 130 วรรคสองหรือไม่
อัตราตามร่างกฎกระทรวงที่ ครม. อนุมัติหลักการ (ยังเป็นอัตราเดิม)
| ช่วงเวลา | เงินสะสมของลูกจ้าง | เงินสมทบของนายจ้าง |
|---|---|---|
| ระยะ 5 ปีแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2570 | 0.25% ของค่าจ้าง | 0.25% ของค่าจ้าง |
| หลังพ้นระยะ 5 ปีแรก | 0.5% ของค่าจ้าง | 0.5% ของค่าจ้าง |
ตัวอย่าง: ลูกจ้างค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ในช่วง 5 ปีแรกจะถูกหักเงินสะสม 50 บาท และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 50 บาท รวมนำส่ง 100 บาทต่อเดือน ส่วนวันที่เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.5% ให้ยึดตามกฎกระทรวงฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
นายจ้างต้องทำอะไร
- นับจำนวนลูกจ้าง ถ้ามีตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้เตรียมเข้าระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- ตั้งการหักเงินสะสม 0.25% ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 และตั้งค่าใช้จ่ายเงินสมทบส่วนนายจ้างอีก 0.25%
- นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม
- ถ้าจ่ายค่าจ้างไม่ตรงกำหนด ยังต้องนำส่งเงินสะสมโดยถือเสมือนว่าได้จ่ายค่าจ้างแล้ว
- ถ้าไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน ของจำนวนที่ยังไม่นำส่ง จึงควรตั้งรายการเตือนวันที่ 15 ในปฏิทินงานเงินเดือน
- แจ้งลูกจ้างล่วงหน้าว่าสลิปเงินเดือนจะมีรายการหักใหม่ตั้งแต่งวดมกราคม 2570
- ติดตามการประกาศกฎกระทรวงอีก 2 ฉบับในราชกิจจานุเบกษา เพื่อยืนยันอัตราและช่วงเวลาครั้งสุดท้าย
วันที่สำคัญ
| วันที่ | เรื่อง |
|---|---|
| 2 ต.ค. 2569 | คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างประชุมครั้งที่ 10/2569 |
| 14 ต.ค. 2569 | ครม. อนุมัติหลักการเลื่อนเก็บเงิน 3 เดือน |
| 22 ต.ค. 2569 | พระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
| 1 ม.ค. 2570 | เริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ |
| 15 ก.พ. 2570 | วันสุดท้ายนำส่งเงินที่หักจากค่าจ้างเดือนมกราคม 2570 (ตามหลักวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเก็บเงินเมื่อไร?
เริ่ม 1 มกราคม 2570 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 22 ตุลาคม 2569 แทนกำหนดเดิม 1 ตุลาคม 2569
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักเงินลูกจ้างเท่าไร?
ตามร่างกฎกระทรวงที่ ครม. อนุมัติหลักการ ช่วง 5 ปีแรก ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25% หลังจากนั้นเป็นฝ่ายละ 0.5% เช่น ค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท จะหักลูกจ้าง 50 บาท และนายจ้างสมทบ 50 บาท
บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม?
มาตรา 130 วรรคสองของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานยกเว้นกิจการที่นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมาย หรือจัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ควรตรวจว่ากองทุนของบริษัทเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 130 วรรคสองครบหรือไม่
นำส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช้ามีผลอย่างไร?
ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม ถ้าไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบ นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 5% ต่อเดือน ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่มเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567
แหล่งที่มา
- ทำเนียบรัฐบาล — สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี 14 ตุลาคม 2569 (กระทรวงแรงงาน เรื่องที่ 5) — 14 ตุลาคม 2569
- ราชกิจจานุเบกษา — พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 (เล่ม 143 ตอนที่ 65 ก) — 22 ตุลาคม 2569
- ราชกิจจานุเบกษา — ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่ม พ.ศ. 2567 — 23 พฤศจิกายน 2567
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน — พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (ฉบับปรับปรุงล่าสุด)
ตรวจทานกับแหล่งที่มาล่าสุดเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2569 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี