e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) คือใบกำกับภาษีในรูปแบบดิจิทัลที่ลงลายมือชื่อดิจิทัลและนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรได้ ใช้แทนกระดาษได้เต็มรูปแบบ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ควรเริ่มใช้ โดยมี 2 รูปแบบหลักให้เลือกตามรายได้ ได้แก่ แบบ Time Stamp (รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) และแบบ e-Tax Invoice & e-Receipt (ไม่จำกัดรายได้)

e-Tax Invoice และ e-Receipt คืออะไร

e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่เปลี่ยนจากกระดาษมาเป็นไฟล์ดิจิทัล มีลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อยืนยันตัวตนผู้ออกและความถูกต้องของข้อมูล ส่วน e-Receipt คือใบรับ (ใบเสร็จรับเงิน) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งสองช่วยลดต้นทุนกระดาษ ลดการจัดเก็บเอกสาร และส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรได้รวดเร็วและถูกต้องกว่าระบบกระดาษ

ใครต้องใช้ e-Tax Invoice

ผู้ที่ควรเริ่มใช้คือผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าเป็นประจำ เกณฑ์การมีสิทธิเข้าระบบโดยสรุป:

  • เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT แล้ว
  • ไม่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงภาษี และไม่มีประวัติออกหรือใช้ใบกำกับภาษีปลอม
  • ลงทะเบียนขอสิทธิผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร

นอกจากนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐ (เช่น โครงการ Easy E-Receipt) มักให้สิทธิเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ได้รับ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เท่านั้น ทำให้ผู้บริโภคมองหาร้านที่ออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ — การเตรียมระบบไว้จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางการขาย (โปรดตรวจสอบเงื่อนไขและช่วงเวลาของแต่ละปีกับกรมสรรพากร)

2 รูปแบบ e-Tax Invoice เลือกแบบไหน

กรมสรรพากรมีระบบให้เลือกตามขนาดธุรกิจ ตารางนี้สรุปความต่างหลัก:

หัวข้อe-Tax Invoice by Time Stamp
(ชื่อเดิม by Email)
e-Tax Invoice & e-Receipt
(เต็มรูปแบบ)
เกณฑ์รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปีไม่จำกัดรายได้
รูปแบบไฟล์PDF/A-3XML (หรือรูปแบบอื่นที่ลงลายมือชื่อดิจิทัล)
ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate)ไม่ต้องมี (ใช้ Time Stamp แทน)ต้องมี
ออก e-Receipt (ใบรับ)ไม่ได้ (เฉพาะใบกำกับภาษี)ได้
การนำส่งกรมสรรพากรผ่านระบบ Time Stamp ของ ETDAส่งผ่านระบบกรมสรรพากร
เหมาะกับSME ที่ออกใบไม่มาก ต้องการเริ่มง่าย ประหยัดธุรกิจที่ออกใบจำนวนมาก ต้องการครบทั้งใบกำกับและใบรับ

e-Tax Invoice ต่างจาก e-Receipt อย่างไร

e-Tax Invoice คือ "ใบกำกับภาษี" ที่ออกเมื่อขายสินค้า/บริการที่อยู่ในระบบ VAT ส่วน e-Receipt คือ "ใบรับเงิน" ที่ยืนยันการรับชำระ ในระบบเต็มรูปแบบ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ผู้ประกอบการออกได้ทั้งสองอย่าง ขณะที่ระบบ by Time Stamp ออกได้เฉพาะใบกำกับภาษีเท่านั้น หากธุรกิจต้องออกใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ควรเลือกระบบเต็มรูปแบบ

วิธีเริ่มใช้ e-Tax Invoice

  1. จดทะเบียน VAT ให้เรียบร้อย — เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเข้าระบบ
  2. เลือกรูปแบบที่เหมาะกับรายได้ — ไม่เกิน 30 ล้าน/ปี เริ่มที่ by Time Stamp ได้ ส่วนธุรกิจใหญ่หรือต้องการ e-Receipt ใช้แบบเต็มรูปแบบ
  3. ยื่นคำขอกับกรมสรรพากร — ลงทะเบียนผ่าน etax.rd.go.th (แบบเต็มรูปแบบ) หรือยื่นคำขอ ก.อ.01 สำหรับ by Time Stamp
  4. เตรียมใบรับรองดิจิทัล (ถ้าใช้แบบเต็มรูปแบบ) — ขอ Digital Certificate เพื่อลงลายมือชื่อดิจิทัล
  5. ใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับ e-Tax Invoice — ออกและนำส่งเอกสารอัตโนมัติ ลดงานมือและความผิดพลาด

ดูหลักเกณฑ์และประกาศล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ กรมสรรพากร และ ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt โดยตรง เนื่องจากเงื่อนไขอาจมีการปรับปรุง

BC Account ช่วยให้ออก e-Tax Invoice ง่ายขึ้นอย่างไร

BC Account รองรับการออกและนำส่ง e-Tax Invoice และ e-Receipt ตามมาตรฐานกรมสรรพากร ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ พร้อมลงลายมือชื่อดิจิทัลและนำส่งอัตโนมัติ รวมถึงจัดทำแบบ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้อัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือ เริ่มต้น 790 บาท/เดือน ทดลองใช้ฟรี อ่านวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีที่ใช่ได้ใน คู่มือเลือกโปรแกรมบัญชี SME

อ่านเจาะลึกเรื่อง e-Tax Invoice